ข่าวทั่วไป ธรรมดิจิทัล ประชาสัมพันธ์ พุทธการศึกษา พุทธดิจิตอล

ความงดงามในพระสูตร : “สตรี มลทิน นักบวช” /พุทธศาสตร์ มมร.ล้านนา ปี ๓

“สตรีมักจะมีภาพพจน์ในแง่ร้าย เป็นความเชื่อ ที่ได้รับอิทธิพลจากคติทางพุทธศาสนาที่ว่า สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ เป็นเหตุที่มาแห่งทุกข์”

จากท่าทีและมุมมองในลักษณะดังกล่าว รวมไปถึงการตั้งข้อสังเกตของนักวิชาการทางศาสนา และผู้สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วไป  ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า  พระพุทธศาสนามองว่า สตรีเป็นมลทิน หรือเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ใช่หรือไม่  หรือว่าจริง ๆ แล้วพระพุทธพจน์ข้อนี้ต้องการที่จะสื่อนัยที่ลึกซึ้งมากกว่านี้           คำว่า “พรหมจรรย์” นี้  มาจากศัพท์ว่า “พฺรหฺม” ซึ่งแปลว่า “ประเสริฐ” และศัพท์ว่า “จริยา” ซึ่งแปลว่า “ความประพฤติ”   ฉะนั้น คำว่า “พรหมจรรย์” จึงหมายถึง “พฺรหฺมํ จริยํ พฺรหฺมจริยํ”[๓] แปลว่า “ความประพฤติที่ประเสริฐ” นอกจากจะเป็นคำกิริยาที่หมายถึงการกระทำ ยังหมายถึงตัวบุคคลผู้กระทำด้วย ดังมีเนื้อหาตามที่ปรากฏในอรรถกถาแห่งอุโปสถสูตรที่ว่า “พฺรหฺมํ เสฏฺฐํ อาจารํ จรตีติ  พฺรหฺมจารี”[๔] แปลว่า “บุคคลใด ย่อมประพฤติอาจาระอันประเสริฐ คือ ล้ำเลิศ เหตุนั้น บุคคลใด ชื่อว่า “พรหมจารี” (ผู้ประพฤติอาจาระอันประเสริฐ)

เมื่อคำว่า “พรหมจรรย์”  หมายถึง ความประพฤติอันประเสริฐนั้น  คำถามที่ก็คือว่า คำว่า “การประพฤติประเสริฐ”  ตามที่ปรากฏในพุทธพจน์ที่ว่า “สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์”  นั้น  มีนัยที่แสดงให้เห็นถึงความความประพฤติที่ประเสริฐอย่างไร

 

ใน อุปปถสูตร เทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
อะไรหนอบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด     อะไรหนอสิ้นไปตามคืน   และวัน อะไรหนอเป็นมลทินของพรหมจรรย์     อะไรหนอมิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ฯ
พระพุทธองค์ตอบว่า
ราคะบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด   วัยสิ้นไปตามคืนและวัน   หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์   หมู่สัตว์นี้ย่อมติดอยู่ในหญิง นี้    ตบะและพรหมจรรย์นั้น มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ฯ

การที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์นั้น  ท่าทีในลักษณะนี้ค่อนข้างจะเป็นแง่มุมในเชิงลบต่อสตรี   แต่เมื่อวิเคราะห์จากบริบทข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสในลักษณะนี้จะเห็นว่าเป็นการตรัสตอบเทวดาที่พยายามจะทูลถามพระพุทธเจ้า ถึงกระนั้นการสื่อในบริบทข้อนี้เป็นการสื่อสองทาง ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสกับสตรีพระองค์มักจะมุ่งเน้นโทษภัยที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่สตรีมีท่าทีที่ไม่ถูกต้องต่อบุรุษเช่นกันดังที่ตรัสไว้ในรูปาทิวรรค

         ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงคำว่า “มลทิน” นั้น  จึงหมายถึง การความด่างพร้อย  ความด่างพร้อยเช่นนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่พระภิกษุเข้าไปเกี่ยวข้องกับสตรี และไม่ได้มีท่าทีรู้เท่าทันต่ออารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์กับสตรี

เมื่อมองในลักษณะนี้  พระพุทธเจ้ามิได้มีท่าทีในแง่ลบต่อสตรีแต่ประการใด  ดังจะเห็นว่า เมื่อกล่าวในเชิงโลกิยะนั้น พระองค์ก็ทรงสอนหลักธรรมที่สามารถนำใช้ในการดำเนินชีวิตคู่  เช่น ทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว  สอนหน้าที่ที่สามีและภรรยาจะพึงปฏิบัติต่อกัน  การนำเสนอธรรมะในลักษณะนี้พระองค์ก็มิได้มองว่า สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์แต่ประการใด

จากพุทธพจน์ดังที่ได้นำเสนอแล้วนั้น  จะพบว่า พระดำรัสที่ว่า “สตรีเป็นมลทิน หรือเป็นศัตรูของพรหมจรรย์” นั้น  เป็นพระดำรัสที่พระองค์ตรัสขึ้นมาเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า หากภิกษุไม่สำรวมอินทรีย์ของตนเองแล้ว  เมื่อต้องไปปฏิสัมพันธ์กับสตรีในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งจึงทำให้เกิดปัญหา หรือการประพฤติผิดพระวินัยของพระภิกษุได้ง่ายยิ่งขึ้น  แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า  สตรีนั้นเป็นเพศที่เลวร้ายหรือเป็นอันตรายต่อพระภิกษุ   หรือสตรีนั้นเป็นเค้าลางที่ก่อให้เกิดความหายนะต่อการประพฤติพรหมจรรย์  หากแต่พระองค์ต้องการที่จะย้ำเตือนให้พระภิกษุทั้งหลายได้เข้าใจว่า  เมื่อจะต้องเข้าไปปฏิสัมพันธ์นั้น  ควรที่จะระมัดระวังอินทรีย์ของตนเอง

:อุปปถสูตร.

พระอาจารย์มหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร ป.ธ ๗/อาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ประจำวิชา พระสูตรศึกษา 2

พระมหาคมสัน  ฐิตญาโณ

พระธนวิทย์  ธมฺมโฆสโก

พระเอกชัย  ปัญฺญาวุฑฺโฒ

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *