ข่าวทั่วไป

การบริหารความโกรธ /นายอภิชัย แสนคำ

ในปัจจุบันนั้นโลกเรามีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการทางด้านความรู้ความสามารถที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ในความรวดเร็วนั้นก็ทำให้พัฒนาการทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ส่วนมากนั้นพัฒนาไปได้ช้าแล้ว มีการกระทบกระทั่งกันมากขึ้น การปล่อยให้ความโกรธมากำกับการกระทำของบุคคลนั้นโดยไม่มีการวิเคราะห์เหตุและผล ทำให้ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเกิดเหตุทำร้ายร่างกายและจิตใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ความโกรธมีอยู่ในสัตว์โลกตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว ความโกรธเป็นเหมือนดั่งไฟที่เผาผลาญทุกสรรพสิ่ง แต่มันร้ายแรงยิ่งกว่าไฟ  มันสามารถมาได้ในหลากหลายรูปแบบ  เช่น การก่อสงคราม การปองร้าย การพูดข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว ทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกัน

ไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปสักแค่ไหน ความโกรธก็ไม่เคยหายไปเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้มีเทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขั้นขีดสุดก็ไม่สามารถทำให้ความโกรธดับหรือระงับลงไปได้  ผู้คนนั้นต่างต้องการที่จะมีความสุข ไม่ต้องการให้ความโศกเศร้าเข้ามาในจิตใจ แต่ส่วนมากพวกเขาก็ยังไม่สามารถละซึ่งโทสะไปได้

ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่าความโกรธเป็นภัยอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น แล้วเรายังต้องการความสุขและไม่อยากมีความโศกเศร้า เราควรที่จะระงับหรือฆ่าความโกรธเสีย

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับเทวดาในฆัตวาสูตร อันมีความว่า เทวดาตนหนึ่ง ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ฆ่าอะไรหนอจึงอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรหนอจึงไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ชอบฆ่าอะไรซึ่งเป็นธรรมอันเดียวฯ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่เศร้าโศก แน่ะ เทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญ การฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะฆ่าความโกรธนั้นเสียแล้วย่อมไม่เศร้าโศกฯ”  ดังนี้แล

-พระอาจารย์มหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร ป.ธ ๗/อาจารย์ที่ปรึกษา

-นายอภิชัย แสนคำ 5910510131145

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *