ข่าวทั่วไป ข่าวสาร งานบุญ ธรรมดิจิทัล ธรรมวิจัย บทความ บทธรรม ประชาสัมพันธ์

ธรรมบทต้นทางแห่งความดี : เมื่อจิตเลื่อมใส ใจก็ศรัทธามั่น / พระมหาปุณณ์สมบัติ บุญเรือง มมร วิทยาเขตล้านนา

เย็นวันหนึ่ง ขณะอากาศโดยทั่วไปกำลังอุ่นสบาย เหมาะแก่การนั่งกลางแจ้ง แสงอาทิตย์ยามเย็นฉาบทาสรรพสิ่งด้วยความอ้อยอิ่งและอ่อนโยน ชาวนาจำนวนมากเดินทางกลับจากท้องนาสู่บ้านหลังจากทั้งวันสารวนอยู่กับข้าวกล้าพืชธัญญาหาร เฝ้าประคบประหงมหวังว่าปลายฤดูกาลที่จะมาถึงนี้มันจะให้ผลอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับทุกปี ในกลุ่มคนเหล่านั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งผิวคล้ำหยาบกร้านแสดงให้เห็นว่า เขากรำแดดและใช้เวลาให้หมดไปในท้องทุ่งมาเป็นเวลานาน เขามีความสุขมากกับการใช้ชีวิตอย่างนี้เยี่ยงบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่พาทำ เขาไม่เคยนึกเสียใจ ไม่เคยรู้สึกอิจฉาคนอื่นในวัยเดียวกันที่ไม่ต้องลำบากเยี่ยงเขา หรือคนอื่นอาจจะมองเขาว่าลำบาก แต่ตัวเขาเองกลับมองว่า นี่คือความสุขอย่างยิ่งของคนคนหนึ่งที่ได้เฝ้ามองอย่างถะนุถนอมการเติบโตของข้าวกล้า วันนี้ก็เช่นวันก่อน ๆ เมื่อเสร็จภารกิจในท้องทุ่งแล้ว ร่างกายที่ใช้พลังมาทั้งวันมันส่งสัญญาณเป็นความเมื่อยล้า ควรค่าแก่การพักได้แล้ว พร้อมกับดวงอาทิตย์คล้อยหลังจวนจะบอกลาโลกส่งประการแสงทองระยับไปหมด ยิ่งเมื่อต้องทรายที่อยู่ข้างทางยิ่งเหมือนทะเลทองคำ สุขใดไหนจะมีค่ามากเท่านี้ เขาลำพึงด้วยตนเองเบา ๆ ในขณะเดินผ่านท้องทุ่ง เขาเดินทางกลับอย่างอ้อยอิ่งไม่รีบร้อน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้เขาจะทุกข์กายอยู่บ้าง แต่ก็ภูมิใจเพราะเป็นอาชีพบรรพบุรุษและอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เขารัก

เสียงพูดคุยพลางหัวเราะเบี่ยมสุขดังแว่วมาแต่ไกลสอดแทรกมาด้วยเสียงล้อเกวียนบดถนนหินขรุขระดังมาเป็นระยะ เสียงนั้นช่วยทำบรรยากาศน่าอยู่มากขึ้น ขณะเดียวกันไม่ห่างจากเชตะวันมหาวิหารเลยกำแพงไปไม่ไกลนัก มีเสียงพราหมณ์สวดอ้อนวอนพระเจ้าดังถี่มาเป็นพักๆ ด้วยเสียงเรียบๆและมีพลังต่อเนื่องประมาณ 10 นาทีเสียงนั้นก็เงียบหายไป  ไม่นานนักเจ้าของเสียงก็เดินผ่านวัด     เชตวันมหาวิหารไป พราหมณ์ในร่างผอมดำเส้นเอ็นโปนขึ้นทั่วแขนมองเห็นได้ชัด แต่งตัวชุดขาวล้วนออกไปทางมอมแมมด้วยซ้ำ  ระหว่างเดินทางไปนั้นเขาเงยหน้ามองมาทางวัดเชตวัน แววตาที่มองมาพบพระพุทธเจ้านั้นดูเป็นมิตรและอ่อนโยน ภายใต้ชุดขาวล้วนอันเป็นสัญสักษณ์ว่า ทั้งกายและใจ ล้วนบริสุทธิ์พร้อมจะรับเอามงคลทุกอย่างสุดแท้แต่พระพรหมจะเมตตา

ในห้วงเวลานั้นที่เชตวันมหาวิหาร พระพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท ในบรรยากาศอบอุ่นคนเหล่านั้นพร้อมจะรับฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสด้วยความเคารพ พระองค์ตรัสว่า  เมื่อเห็นพราหณ์ที่เดินผ่านไปเมื่อสักครู่ซึ่งแต่งตัวชุดขาวอย่างประณีตที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ไม่มีเครื่องประดับอะไรทั้งสิ้น พอใจเท่าที่มี ทำให้พระองค์นึกถึงในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า พราหณ์สามีภรรยาคู่หนึ่งยากจนเหลือกำลัง ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อจะเลี้ยงชีวิต แต่แม้จะลำบากเพียงใด ก็ยังมีศรัทธาในการจะฟังเทศน์ ไปวัด ไปเฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้า ได้ฟังเทศน์ ได้ความรู้ใหม่ๆ ก็ช่วยทำให้มีความหวัง และจิตผ่อนคลายในการใช้ชีวิตไม่น้อย วันไหนที่ตาไปวัดเมื่อกลับบ้านก็ไปเล่าให้ภรรยาฟัง เช่นเดียวกันวันไหนที่ยายไปวัดก็จะกลับไปเล่าให้ตาฟัง ว่า วันนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องอะไรบ้าง ให้สติอย่างไรและให้ปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานหลายปีมาแล้ว กระทั่งคุ้นเคยไปคนในวัดและพระภิกษุสงฆ์

คำถามคือว่า  แล้วทำไมสองตายายนี้ไม่ไปวัด ไปฟังเทศน์พร้อมกันเล่า  ตอบว่า ด้วยความยากจนและชุดขาวอันเป็นธรรมเนียมในการแต่งตัวไปวัด มีเพียงชุดเดียว จึงต้องผลัดเปลี่ยนกันไปตามโอกาส วันพระนี้ตาไป วันพระหน้ายายไปอย่างนี้เป็นต้น เมื่อกลับจากวัดแล้วก็มาเล่าให้อีกคนฟัง  วันหนึ่งยายพูดขึ้นว่า ตาวันนี้ถึงคราวของท่านที่จะต้องไปวัด ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว วันนี้ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย อย่าให้คนเขาดูถูกเอานะและอย่าลืมผ้าสาฎกสไบเฉียงไปด้วย ซึ่งผ้านี้เป็นทั้งผ้าประดับและผ้าปูกราบพระพุทธเจ้าและสถานที่สำคัญภายในวัดด้วย ที่สำคัญอย่าลืมไปกราบพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าด้วย

ตาพราหมณ์แต่งตัวเรียบร้อยหลังทานอาหารเช้าแล้ว ทำอะไรเล็กน้อย ๆ เพื่อรอเวลา กระทั่งเย็นๆ อันเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าให้โอกาสแก่ฆราวาสในการฟังธรรม เข้ากราบ เขาจึงรีบเดินทางไปวัดเพื่อฟังธรรม วันนั้นมีเหตุการณ์ผิดปกติกว่าทุกวัน อย่างใดฤา ก็คือเมื่อพราหณ์เห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดปีติสุขอย่างแรงกล้า ขนลุกความสุขท่วมท้นใจอย่างบอกไม่ถูก  พลังศรัทธากล้าแข็งนึกอยากจะถวายอะไรสักอย่างเพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า ด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยได้ถวายอะไรเลย ในเสี้ยววินาทีนั้นจิตหนึ่งก็ค้านว่า เขาเป็นคนจนไม่มีทรัพย์สินอะไร  คงมีแต่ผ้าสาฎกนี้เท่านั้น แต่ถ้าถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ทั้งยายและเราเองก็จะขาดโอกาสไม่ได้มาฟังธรรม ไม่ได้มาวัด ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน  คิดไปเรื่อยเปื่อยจนพาลคิดว่า ถ้าเราไม่มีผ้าสาฎกนี้แล้ว ผู้คนก็จะมองด้วยสายตาเยาะเย้ยถาดถาง ดูถูกเอา เราคงจะทนไม่ได้อย่างแน่นอน ล่วงไปเป็นเวลานานจิตที่ศรัทธากับจิตตระหนี่ปะทะกันอย่างรุนแรง ท้ายสุดแล้ว จิตศรัทธานั้นก็บอกกับตัวเองว่า ผ้านี้ก็สักว่าผ้า รักษาเราได้ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้เท่านั้น แต่ถ้าเราแปรเปลี่ยนผ้านี้ลงทุนให้เป็นบุญแล้ว บุญนี้ก็จะสนับสนุนอุปถัมภ์เรานานแสนนานไปถึงปรโลก อีกทั้งเป็นผลทำให้เกิดในที่ดี ๆ กว่าที่เป็นอยู่ เขาจึงคลานเข้าไปใกล้ๆ พระพุทธเจ้าและถวายผ้าสาฎกนั้นเป็นพุทธบูชา เมื่อพระพุทธเจ้ารับผ้าแล้วเขาเปล่งเสียงดัง ๆ 3 ครั้งว่า  ชิตํ เม, ชิตํ เม (เราเอาชนะกิเลสได้แล้ว)

พระพุทธเจ้าทราบเหตุการณ์ทั้งหมดจึงตรัสว่า เมื่อจะทำความดี เมื่อจะสะสมบุญ ต้องทำจิตให้เป็นเขื่อนกันจิตต่ำให้ได้เสียก่อน  เพราะจิตปกติมักจะพึงพอใจ ใฝ่ต่ำ รื่นเริงในบาป ในความชั่วเป็นพื้นฐาน และที่สำคัญยิ่งก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ทำบาปอกุศลอย่าทำบ่อยจนติดเป็นนิสัย ต้องมีสติให้รู้ในอกุศลนั้น อีกทั้งอย่าพึงพอใจในบาป เพราะนั่นคือการสะสมทุกข์  เฉกเช่นเดียวกัน คนฉลาดเมื่อจะทำความดี ทำบุญสร้างกุศล ฝึกจิตใจแล้วต้องทำบ่อยๆ อีกทั้งต้องทำความพึงพอใจในบุญนั้น เพราะนั่นคือช่องทางสะสมบุญเหมือนหยดน้ำใส่ตุ่มช้าไวที่สุดก็สามารถเต็มได้

พระมหาปุณณ์สมบัติ  ปภากโร /เปรียญธรรม ๗ ประโยค/ศศ.ม

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *