ข่าวทั่วไป ธรรมดิจิทัล บทความ บทธรรม บุญสร้างวัด ประชาสัมพันธ์ พุทธการศึกษา พุทธดิจิตอล

ความงดงามในพระสูตร : ในความแปลกต่าง /พระธนวิทย์  ธมฺมโฆสโก

ในปัจจุบันเราเห็นกันมากมายว่าการที่คนเราเข้ามาอยู่ในสังคม ณ ปัจจุบันนี้ ทั้งที่มีความคิดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่คิด สิ่งที่ทำ สิ่งที่คนต้องการกันมาก หากสังเกตจากข่าวโดยทั่วไปนี้เราจะเห็นถึงความต้องการด้านลบ หรือเสพด้านลบเอามากจนกระทั่งเข้าใจผิดกันต่างๆ นาๆ personalโดยทั่วไปไม่มีหรอกที่จะคิดดีโดยตลอด และอีกอย่างคนโดยมากต้นกำเนิดความคิดก็เกิดขึ้นมาจากทุกข์ละมั้ง แต่จะว่าไปคนที่เค้าคิดดีก็มี อย่างว่าคนที่คิดดีก็ไม่ใช่ว่าจะคิดได้ดีจนตลอดชีวิตเพราะคนทุกคนไม่ใช่พระอรหัตสักหน่อย ดูเอาแค่ว่าข่าวที่ออกมาเห็นม่ะ? ออกมาดีที่ไหน คนเรามันก็เสพแต่อะไรอย่างนี้แหละ ตั้งแต่ข่าวที่ว่าพระสงฆ์ไทยทำนั้นผิดทำนี้ผิดก็ลองคิดตามดูสิว่า การที่ใครสักคนจะมาบวชในพุทธศาสนาหรือการบวชที่เยอะมากๆนี้แหละมันก็เหมือนกับการคัดคนที่เข้ามาในพุทธศาสนาคนมันก็มีทั้งดี ชั่ว ปะปนกันไป คนที่เข้ามาก็ต้องเข้าใจว่ามันก็มีหลากหลาย พระชั่วก็มี พระดีก็เยอะ อย่าไปเสพแต่สิ่งอะไรที่มันทราม ต่ำช้า พระที่ท่านให้ธรรมะมันก็มีออกถมไป จะไปจดจ่อทำไมแต่เรื่องของพระปลอม พระไม่ดี เสียหัวเปล่าๆ เพราะคนที่มาบวชในพุทธศาสนาก็มีตั้งหลากหลายประเภทในช่วงที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกันไม่งั้นเข้าจะมีพระวินัย(ข้อควรปฏิบัติของสงฆ์)ไปทำไม จริงม่ะ? ก็นั้นแหละพระพุทธเจ้าท่านก็เลยบอกไว้ว่า คนที่เข้ามาบวชเป็นพระ เป็นชี ก็มีหลายแบบจะค่อยๆเรียงไปจาก

  1. คนที่เข้ามาบวชแบบไม่รู้เรื่องอะไร แม่บอกให้มาบวชก็บวชไป บวชแล้วก็ไม่ทำ…อะไรเลย กินๆนอนๆ ถึงเวลาที่เค้าให้สึกก็สึก ไม่สนโลก
  2. แล้วก็จะมีคนที่คล้ายๆกับคนแรกนั้นแหละ เค้าบอกให้มาบวชก็มาบวช แต่เป็นคนดีไง ศึกษาพระธรรมคำสอนมาอย่างดี ปฏิบัติแบบดีเลิศประเสริดศรี ปฏิบัติแบบทุกคนกราบไว้ได้โดยไม่กลัวเสียมือเลย คนแบบนี้นะ น่าอนุโมทนา สาธุ
  3. คนประเภทที่สามก็จะเป็นแบบ ถือศีลกินเจตั้งแต่โคตรตระกูลมาจนถึงลูกหลาน พอลูกหลานเข้ามาบวชก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ใครเห็นใครก็ไหว้ ใครเห็นใครก็กราบ ดีไปหมด เห็นแล้วก็อนุโมทนา สาธุกันระนาว
  4. แต่มีอีกพวกหนึ่งตอนแรกๆประพฤติดี ทำดี ถือศีลเป็นปกติดี แต่ก็นี้แหละเพราะคิดว่าตัวเองดีไง ก็เลยมีอคติกับคนอื่นเยอะ เห็นพระรูปนั้นทำผิดนิดก็ติเตียน ผิดหน่อยก็ติเตียน ไม่วายพอสึกออกไป ยังคอยจับผิดพระสงฏ์อีก ทั้งๆที่ตัวเองยังศึกษามาดีไม่พอเลยแท้ๆ รวมไปถึงพวกที่บวชเข้ามาเพื่อหาเงินพอได้เงินแล้วก็สึกออกไป เนี๊ยะ!!พวกแรก

ไม่ใช่ว่าสี่ข้อที่พูดมาในสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีนะ มีสิ! ไม่งั้นเค้าจะเขียนพระไตรปิฏก(หนังสือบันทึกเรื่องราวในพุทธกาล)หรอ ถ้าดูจากที่พูดมาทั้งสี่ข้อนะ คิดว่าข้อเรียกเนี้ยะ คนแบบนี้ไม่ค่อยน่ากลัวหรอก เพราะมันบวชมาก็ไม่ทำอะไร อยู่กินไปวันๆ ส่วนข้อสอง อันนี้น่าอนุโมทนาสาธุจริงๆ จากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอบวชปุ๊บมีก็มีการพัฒนา ขยันศึกษา มีวินัย มีความพากเพียร ดีไม่ดีอาจจะบรรลุธรรมง่ายๆเลยก็ได้ใครจะไปรู้จริงม่ะ? คนแบบนี้หายาก เรื่องที่กล่าวในข้อที่สามอันนี้เค้าดีมาก่อนแล้ว ดีตั้งแต่ตระกูลลุนช่องแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะศึกษาต่อหรือทำตัวเหมือนเดิมเค้าก็ดีของเค้าอยู่แล้ว คนแบบี้ก็หายาก แบบสุดท้ายอันนี้ออกแนวน่าเกลียดเลย พวกที่รู้นะว่าต้องทำอะไร รู้เยอะ รู้มาก แต่ไม่รู้จริง ศึกษาในหนังสือมาเยอะ เก่งวิชาการมาก เพราะพระรูปอื่นทำอะไรผิดหน่อยก็ทำเป็นตักเตียน เหมือนตัวเองเก่งอะ ยังไม่พอนะ หลังจากบวชเสร็จพอสึกออกไปเป็นไงรู้ม่ะ? คอยแต่จะจับผิดดูอยู่นั้นแหละ พระท่านจะทำอะไรก็คอยแต่จะว่าคอยแต่จะสอน เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง อ่านมาเยอะ มีอีกแบบหนึ่ง บวชแรกๆก็ดีนะ พอเห็นเงินเท่านั้นแหละ หืมมมม!! ตัณหา(ความอยาก)กระเพื้อมขึ้นมาทันทีเลย ตอนแรกที่บวชมาก็ดีอยู่หรอก พอรับนิมนต์งานเดียวตาลุกวาวเลยจร้า อันนี้ไม่นับรวมกับพระที่ท่านจำเป็นต้องถือปัจจัยนะ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าอื่นๆอีก อันนี้ไม่นับนะ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เอามาจากพระสูตรที่อยู่ในพระไตรปิฎกนั้นแหละข้างในนั้นเค้าเขียนไว้ว่า “ดูกรมหาบพิตร บุคคล ๔ จำพวกคือ บุคคลผู้มืดแล้วมืดต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไปจำพวก ๑ ฯ” ตามที่เห็นนี้เลย

พระอาจารย์มหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร ป.ธ ๗/อาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ประจำวิชา พระสูตรศึกษา 2

พระธนวิทย์  ธมฺมโฆสโก

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *