ข่าวทั่วไป ธรรมดิจิทัล บุญสร้างวัด ประชาสัมพันธ์ พุทธการศึกษา พุทธดิจิตอล

คนดีมีเครื่องหมาย (ขีรสูตร-สิคาลสูตร)/พระมหาคมสัน ฐิตญาโณ

พูดถึงค่าน้ำนม หลาย ๆ คนคงคิดถึง เพลงค่าน้ำนม  ซึ่งเราต่างร้องกันมาตั้งแต่เด็ก  โดยเนื้อหาของเพลงจะบ่งบอกถึงคุณค่าของน้ำนมแม่ พระคุณของแม่ที่หาที่สุดประมาณมิได้  เพราะคือผู้ให้กำเนิด พระคุณแม่นั้นยิ่งใหญ่เกินจะหาสิ่งใดมาเปรียบได้  และทุก ๆ ปีของประเทศไทยเรา จะมีวันแม่  คือวันที่ 12 สิงหาคม  จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชวนให้รำลึกถึงพระคุณของแม่

        คนไทยยกย่องให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติตามที่เราทั้งหลายคุ้นเคยกันดี แต่หลาย ๆ ประเทศกลับกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่สากล ถามว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น แน่นอนต้นกำเนิดของวันแม่นั้น มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ชาวกรีกที่เฉลิมฉลองวันแม่ The Mother of the Gods ผ่านมาจนในปี ค.ศ. 1960 และนั่นก็เป็นต้นกำเนิดทำให้อังกฤษจึงเริ่มใช้ “Mothering Sunday” สืบเนื่องมาจากพกรรมกรนำเค้กชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า The mothering cake นำกลับไปเยี่ยมมารดาของตน

      ทั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ได้กลายเป็นวันแม่แห่งชาติของหลายประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศอังกฤษ, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, อิตาลี, ตุรกี, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก, แคนาดา, จีน, ญี่ปุ่น, และเบลเยี่ยม จะอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางประเทศที่กำหนดวันแม่แห่งชาติของตนเอง แต่ยังคงกำหนดวันอาทิตย์เช่นกันโดยใช้คำว่า  Mothering Sunday

          ในประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมแทบทุกเรื่องยึดโยงอยู่กับพระพุทธศาสนา จึงทำให้เห็นได้ว่า ความสำคัญเรื่อง “แม่” นี้ พระพุทธศาสนามีมุมมองอย่างไรบ้าง  พระพุทธศาสนา ได้ยกย่องคุณธรรม เกี่ยวกับความกตัญญูไว้ว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา แปลความได้ว่า ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี  จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้ยกย่องเจาะจงเฉพาะ “แม่” เท่านั้น แต่เป็นการบอกให้พวกเราชาวพุทธว่า ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ถ้าได้ทำความดี ทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง สังคมแล้ว ล้วนแล้วแต่ควรค่าที่จะต้องยกย่อง ให้เกียรติ ตอบแทนอย่างเหมาะสม โดยการทำความรู้สึกเช่นนี้จะต้องเริ่มต้นจากคนที่อยู่ไกล้ตัว ก็คือ  พ่อแม่  ครูบาอาจารย์ เป็นต้น เรื่องความกตัญญูอันเป็นเครื่องหมายคนดีนี้ ปรากฏชัดเจนในพระพุทธศาสนา โดยปรากฏว่า

         คราวหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน ที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย วัดนี้ต้ั้งอยู่ที่เมืองสาวัตถี วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลาย สังสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) นี้มีที่สุด เบื้องต้น เบื้องปลาย กำหนดไม่ได้ เรื่องนี้เธอทั้งหลายเห็นว่ายอย่างไร?

เพราะเหตุที่มีการท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนานเช่นนี้เอง

น้ำนมมารดาที่พวกเธอดื่มแล้วกับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ นั้น  อย่างไหนจะมากกว่ากัน

ภิกษุเหล่านั้นจึงทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ทราบหัวข้อธรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมายแห่งธรรมะที่พระองค์แสดงแล้ว อีกทั้งยืนยันว่า ผู้ท่องเที่ยวไปมาในสังสารวัฏเป็นเวลานาน ดื่มน้ำนมมารดา  มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ อย่างแน่นอน พระเจ้าจึงตรัสว่า   ถูกต้องทีเดียว พวกเธอทราบหัวข้อธรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมายแห่งธรรมะที่เราแสดงอย่างนี้ถูกต้องแล้ว น้ำนมมารดานั้นมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะว่า สังสารวัฎนี้นี้มีที่สุด เบื้องต้น เบื้องปลาย กำหนดไม่ได้ ฯ (ขีรสูตร  สังยุตตนิกาย นิทานวรรค)

      รวมไปถึงบุคคลที่เป็นเยี่ยงอย่างในทางพระพุทธศาสนาที่มีความกตัญญูนั่นคือ  พระสารีบุตร  อัคครสาวกเบื้องขวา ขององสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระสารีบุตร ได้รับยกย่องเอตทัคคะว่าเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ด้านเป็นผู้มีปัญญามาก และยังได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นบุคคล ผู้มีความกตัญญู ในหลายๆเหตุการณ์ด้วยกัน

       ตัวอย่างเช่น  มีครั้งหนึ่ง พราหมณ์ชื่อ ราธะ มีศรัทธาจะอุปสมบท แต่ไม่มีภิษุรูปใดรับเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ พระตรัสถามในที่ประชุมสงฆ์ว่าผู้ใดระลึกถึงอุปการะของพราหมณ์ผู้นี้ได้บ้างพระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า ระลึกได้ คือครั้งหนึ่งราธพราหมณ์ผู้นี้ได้เคยใส่บาตรด้วยข้าวสุกแก่ข้าพระพุทธเจ้าหนึ่งทัพพี พระพุทธองค์จึงมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทให้แก่ราธพราหมณ์

       อีกตัวอย่าง คือ นับแต่พระสารีบุตรได้ฟังธรรมเทศนาที่พระอัสสชิแสดงจนบรรลุโสดาบันแล้วได้มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาท่านก็ได้นับถือพระอัสสชิเป็นพระอาจารย์ทำการเคารพอยู่เสมอแม้ได้ยินข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ทิศใด เมื่อจะนอน ท่านจะนมัสการไปทิศนั้นก่อนแล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น

       อีกตัวอย่างหนึ่งของความกตัญญูรู้คุณของพระสารีบุตร คือ การไปตอบแทนคุณมารดาด้วยการกลับไปนิพพาน ณ ห้องที่ท่านเกิดที่บ้านของท่าน ตอนแรกที่นางสารีพราหมณีทราบว่าพระลูกชายกลับมาบ้าน โดยนางไม่รู้ว่าพระสารีบุตรมีความต้องการจะตอบแทนคุณมารดาด้วยการเทศนาธรรม และนางไม่เชื่อว่าพระลูกชายเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระสารีบุตรพร้อมด้วยพระจุนทะพระน้องชายพร้อมบริวารเข้าไปในสถานที่ที่โยมมารดาให้คนจัดให้ตามประสงค์แล้วตกดึก   พระสารีบุตรก็ป่วยด้วยโรคปักขันทิกาพาท(ถ่ายจนเป็นเลือด)อย่างปัจจุบันทันด่วน ท่านได้รับทุกขเวทนาอย่างมากพระจุนทะและบริวารช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิดฝ่ายมารดาเห็นว่าท่านอาพาธหนักถึงเข้ามาดูอาการด้วยความห่วงใย  พระสารีบุตรสังเกตดูโยมมารดาตลอดเวลา เมื่อเห็นจิตจิตใจเริ่มอ่อนโยนเหมาะจะรับน้ำย้อม คือ คำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ จึงเริ่มแสดงธรรมโปรดโดยพรรณนาถึงพระพุทธคุณนานาประการ อาทิ พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ห่างไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง โยมมารดาฟังแล้วเลื่อมใสยิ่งนักเมื่อจบฟังธรรมเทศนานางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล พระเถระได้ตอบแทนคุณโยมมารดาด้วยการตอบแทนที่ล้ำค่า คือให้พ้นความเห็นผิดที่มีมานานเสียได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญเช่นนั้น

       ดังปรากฏใน  สิคาลสูตรที่ ๒  ใน พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘  สังยุตตนิกาย นิทานวรรค   ว่า

      พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอได้ฟังเรื่องของสุนัขจิ้งจอกผู้อยู่ในปัจจุสสมัยแห่งราตรีแล้วมิใช่หรือ ฯ   ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ได้ฟังแล้ว พระเจ้าข้า ฯ    พระพุทธองค์ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกตัญญูบางอย่าง ความกตเวทีบางอย่างพึงมีในสุนัขจิ้งจอกแก่นั้น แต่ความกตัญญูบางอย่าง ความกตเวทีบางอย่าง ไม่พึงมีในภิกษุบางรูป ผู้ปฏิญาณว่าเป็นศากยบุตรในธรรมวินัยนี้เลย เพราะเหตุดังนี้นั้น  เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้กตัญญู เราจักเป็นผู้กตเวที อุปการะแม้น้อยที่บุคคลกระทำแล้วในพวกเรา จักไม่เสื่อมหายไป ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ

      ดังนั้นแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย  จงเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที  รู้คุณที่ท่านกระทำให้แล้วและตอบแทน  เพราะความกตัญญูนั้นเป็นเครื่องหมายของคนดี  เมื่อเรารู้จักความเป็นคนดีโดยมีความกตัญญูแล้วละก็ เราก็จะเป็นที่รักใคร่ ของบุคคลทั่วไป ไปไหนผู้คนก็จะสรรเสริญ  เหล่าเทวดาก็จะย่งย่องสรรเสริญ ปกป้องคุ้มครองเรา  และพื้นฐานที่เราเป็นคนดีนั้น จะส่งผลหนุนนำเราเข้าสู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เราได้เห็นสัจธรรม ใช้ชีวิตโดยความไม่ประมาท  และมีชีวิตที่ดีต่อๆไป ตราบเท่าสิ้นอายุขัย  ก็จะไปสู้ปรภพที่ดียิ่งๆขึ้นไป จนถึงที่สุดแห่งปรมัตถธรรม นั่นคือพระนิพพานสืบไป

.

พระอาจารย์มหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร ป.ธ ๗/อาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ประจำวิชา พระสูตตันตปิฎกศึกษา 2

พระมหาคมสัน  ฐิตญาโณ

 

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *