ข่าวทั่วไป ธรรมดิจิทัล ธรรมวิจัย บทความ บทธรรม บุญสร้างวัด ประชาสัมพันธ์ พุทธดิจิตอล พุทธทัวร์

พุทธศาสนาคือหลักที่จะทำให้ประเทศชาติ และคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข/พระวิเชียร อติภทฺโท นักศึกษาคณะศาสนาและปรัชญา สาขาพุทธศาสตร์ มมร.ล้านนา

ปัจจุบันสังคมไทย ได้มีการรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ นำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม บางอย่างไม่เหมาะสมกับจารีตประเพณีอันดีงาม และบางอย่างก็เข้าข่ายละเมิดศีลธรรมอันดี

            ศีล เป็นคุณธรรมพื้นฐาน เป็นเครื่องช่วยควบคุมกายวาจาของมนุษย์ให้เรียบร้อย เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขพอสมควร หากมีผู้ใดทำผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อแล้วก็จะแสดงพฤติกรรมหรือการกระทำผิดปกติของ
มนุษย์ออกมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อตนเองหมู่คณะและสังคม ส่วนรวม ศีลเรียกว่า มนุษยธรรม ธรรมสำหรับ
มนุษย์ธรรมทำให้คนเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์,เป็นธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดมาเป็นมนุษย์เพราะ ผู้ที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วย
มนุษยธรรมนี้มาก่อน การเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่ยากแท้ดังพระพุทธดำรัสว่า

“กิจฺโฉ มนุสฺส ปฏิลาโภ การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก”

๑. เมื่อเราได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว อย่างนี้ไม่พยายามรักษาสภาพปกติไว้ก็จะกลาย เป็นผู้ทำลายปกติของตนเองผู้ที่ล่วงละเมิดศีล จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำลายมนุษยธรรม เมื่อได้ทำการพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว จึงมีความมั่นใจต่อการมีศีลในฐานะเป็นพื้นฐานของมนุษย์ว่า

           เป็นการรักษาศีลเพื่อเป็นมนุษย์ปกติเป็นพื้นฐานของมนุษย์ธรรม ธรรมสำหรับมนุษย์ธรรมที่ทำคนให้เป็นคนที่ควรแก่การเคารพนับถือ ปกติมนุษย์เราจะต้องไม่ฆ่ากัน ไม่ทำร้ายร่างกายกันเพราะคนก็ดีสัตว์ก็ดีต่างก็รักชีวิตของตนด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ประสงค์จะให้ใครมาฆ่า หรือมาทำร้ายร่างกายตน หรือทรมานตนให้ได้รับความลำบากคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตของคนอื่นสัตว์อื่นจึงชื่อว่าผิดปกติของมนุษย์ปกติมนุษย์จะต้องไม่ขโมยทรัพย์สมบัติของกันและกันเพราะใครๆก็รักและหวงแหนในทรัพย์สินของตน ไม่ประสงค์จะให้ใครมาเบียดเบียนและล่วงเกินในทรัพย์สินของตน คนที่ขโมยทรัพย์ของผู้อื่นจึงชื่อว่าทำผิดปกติของมนุษย์ปกติของมนุษย์จะต้องไม่ล่วงละเมิดประเวณีของกันและกัน เพราะลูกใครเมียใครสามีใคร ใครๆ เขาก็หวง ไม่ประสงค์จะให้ใครมารังแกข่มเหงนำใจลูกเมียสามีเปรียบเหมือนทรัพย์อันมีค่าของเขาปกติของคนเราจะต้องไม่โกหกหลอกลวงกัน เพราะทุกคนไม่พึงปรารถนาจะให้ใครมาโกหกหลอกลวงตน ไม่ปรารถนาจะให้ใคร
มาหักรานประโยชน์ของตน ปรารถนาแต่ความสัตย์

ความจริงด้วยกันทั้งสิ้น ปกติมนุษย์ที่โกหกหลอกลวงผู้อื่นจึงชื่อว่าทำผิดปกติของมนุษย์ ปกติของมนุษย์คนเราจะต้องรักษากายวาจาให้เรียบร้อยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ร่างกายของตน ไม่ปรารถนาจะให้ร ่างกายได้รับความลำบากด้วยทุกขเวทนาต่างๆ ทั้งพยายามเสริมสร้างร่างกายให้เจริญด้วยกำลังและสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา จึงต้องงดเว้นจากการทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการไม่ทำตนให้ผิดปกติรวมถึงการที่มนุษย์ดื่มสุราเมรัยและเสพของมึนเมาต ่างๆ เช่น กัญชาและเฮโรอีน เป็นต้นจนกลายเป็นคนติดยาเสพติดให้โทษเป็นคนขาดสติสัมปชัญญะตกอยู่ในฐานะแห่งความเป็นผู้ประมาทหากสังคมมนุษย์ไม ่มีศีลเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจแล้วมนุษย์ก็จะมีพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตไม่ต่างอะไรจากสัตว์ทั่วๆ ไป หาชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐไม่ เพราะเมื่อไม่มีศีลแล้วมนุษย์
ย่อมก่อความเดือดร้อนให้กันและกันเสมอหาความสงบในชีวิตได้ยาก การที่ได้เกิดเป็นมนุษย์นี้ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากต้อง อาศัยบุญเก่า คือ ปุพเพกตปุญญตา

๒. ช่วยอุปถัมภ์และชาติที่เกิดเป็นมนุษย์นี้ถือว่าเป็นชาติที่สำคัญเพราะเป็นที่ตั้งแห่งการทำความดีทั้งหลายสามารถที่จะบำเพ็ญธรรมเพื่อให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีตั้งแต่เบื้องตำไปจนถึงพระนิพพานได้

๓. ในวิสุทธิมรรคพระพุทธโฆสาจารย์ได้กล่าวถึงศีลว่า ศีล คือความ
งามอันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นแห่งคุณธรรม

๔. ศีลเป็นเบื้องต้นแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเพราะศีล เป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งปวงดังพุทธดำรัสใน
สังยุตตนิกายว่า ศีลที่หมดจรดดีแล้ว ชื่อว่าเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย

๕. ในโอวาทปาติโมกข์ข้อต้นที่ว่าการไม่ทำบาปทั้งปวงและที่ว่าศีลชื่อว่างามนั้นก็เพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งความไม่เดือดร้อนเป็นต้น

๖. พระพุทธองค์ทรงประกาศว่าศีลเป็นความงามในเบื้องต้น สมาธิเป็นความงามในท่ามกลางและปัญญาเป็นความงามในขั้นสุดท้ายศีล ๕ นี้เป็นศีลขั้นต้นที่ถือว่าเป็นพื้นฐานแห่งศีลทั้งปวง

 

“ศีล” คือ ข้อปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานในทางพระพุทธศาสนา เพื่อควบคุมความประพฤติทางกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงามมีความปกติสุข เพื่อประโยชน์ขั้นพื้นฐานคือความสุขและไม่มีการเบียดเบียนกันในสังคม

ประโยชน์ของศีลในขั้นพื้นฐานคือทำให้กาย วาจา ใจ สงบไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ทำให้สามารถที่จะทำให้จิตสงบได้ง่ายในการทำสมาธิ ในระดับของบรรพชิต ศีลจะมีจำนวนมาก เพื่อกำกับให้พระภิกษุสงฆ์สามเณรสามารถครองตนในสมณะภาวะได้อย่างสมบูรณ์ และเอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ในขั้นสูงต่อไปได้

ศีลมีหลายขั้นหลายระดับ จัดแบ่งได้ ๕ ประเภท ดังนี้

๑) ศีล ๕ หรือเบญจศีล เป็นศีลขั้นพื้นฐานของศีลทั้งปวง กล่าวคือ ศีลทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นศีลของอุบาสก อุบาสิกา สามเณร หรือพระภิกษุ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งศีล ๕ ข้อนี้ กำหนดเป็นศีลสำหรับผู้ครองเรือนทั่วไปควรรักษา เป็นศีลที่ควรรักษาให้เป็นปกติ

ศีลห้า ประกอบด้วย

๑.เว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งปวง รวมถึงการทำร้ายสัตว์หรือมนุษย์

๒.เว้นจากการลักทรัพย์ เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

๓.เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

๔.เว้นจากการพูดเท็จ คำหยาบ หรือพูดส่อเสียด

๕.เว้นจากการดื่มน้ำเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

๒) ศีล ๘ (อัฐศีล) เป็นศีลที่มีพื้นฐานมาจากศีล ๕ เน้นการไม่เสพกาม การรับประทานอาหารจำกัดเวลา การหัดลดละการหาความสุขจากสิ่งบันเทิงหรือเครื่องปรนเปรอความสุขทางประสาทสัมผัสและการงดใช้เครื่องนั่งนอนฟูกหรูหรา เป็นการฝึกฝนตนให้รู้จักที่จะมีชีวิตที่เป็นอิสระได้มากขึ้น สามารถอยู่ดีมีสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือขึ้นต่อวัตถุภายนอกมากเกินไป

๓) ศีล ๑๐ (ทศศีล) เป็นศีลสำหรับเด็กและเยาวชนที่บวชเป็นสามเณรสมาทานรักษาเป็นประจำ คำว่า สามเณร แปลว่า เหล่ากอของสมณะ หมายถึง เด็กและเยาวชนผู้ศึกษาอบรมตามหลักไตรสิกขา เพื่อเตรียมเป็นพระภิกษุเมื่อมีอายุครบอุปสมบทตามพระวินัยกำหนด

๔) ศีล ๒๒๗ หรือสิกขาบท ๒๒๗ เรียกว่า ศีลของพระภิกษุ เป็นพระวินัยพุทธบัญญัติในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์ข้อห้ามสำหรับบุรุษผู้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ต้องรักษาโดยเคร่งครัด เพื่อดำรงความเป็นพระภิกษุ

๕) ศีล ๓๑๑ หรือสิกขาบท ๓๑๑ เรียกว่า ศีลของพระภิกษุณี เป็นพระพุทธบัญญัติในส่วนที่เป็นข้อห้ามสำหรับสตรีผู้อุปสมบทเป็นพระภิกษุณีที่ต้องรักษาโดยเคร่งครัด เพื่อดำรงความเป็นพระภิกษุณี

๒) ศีล ๘ (อัฐศีล) เป็นศีลที่มีพื้นฐานมาจากศีล ๕ เน้นการไม่เสพกาม การรับประทานอาหารจำกัดเวลา การหัดลดละการหาความสุขจากสิ่งบันเทิงหรือเครื่องปรนเปรอความสุขทางประสาทสัมผัสและการงดใช้เครื่องนั่งนอนฟูกหรูหรา เป็นการฝึกฝนตนให้รู้จักที่จะมีชีวิตที่เป็นอิสระได้มากขึ้น สามารถอยู่ดีมีสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือขึ้นต่อวัตถุภายนอกมากเกินไป

๓) ศีล ๑๐ (ทศศีล) เป็นศีลสำหรับเด็กและเยาวชนที่บวชเป็นสามเณรสมาทานรักษาเป็นประจำ คำว่า สามเณร แปลว่า เหล่ากอของสมณะ หมายถึง เด็กและเยาวชนผู้ศึกษาอบรมตามหลักไตรสิกขา เพื่อเตรียมเป็นพระภิกษุเมื่อมีอายุครบอุปสมบทตามพระวินัยกำหนด

๔) ศีล ๒๒๗ หรือสิกขาบท ๒๒๗ เรียกว่า ศีลของพระภิกษุ เป็นพระวินัยพุทธบัญญัติในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์ข้อห้ามสำหรับบุรุษผู้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ต้องรักษาโดยเคร่งครัด เพื่อดำรงความเป็นพระภิกษุ

๕) ศีล ๓๑๑ หรือสิกขาบท ๓๑๑ เรียกว่า ศีลของพระภิกษุณี เป็นพระพุทธบัญญัติในส่วนที่เป็นข้อห้ามสำหรับสตรีผู้อุปสมบทเป็นพระภิกษุณีที่ต้องรักษาโดยเคร่งครัด เพื่อดำรงความเป็นพระภิกษุณี

ศีลจึงเป็นหลักการที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

จตุศีล มี ๔ ประเภท ประกอบด้วย

๑. ปาติโมกข์สังวรศีล คือ การสำรวมสังวรปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระ และโคจร

๑.๑. อาจาระ ความหมาย คือ ความประพฤติดี มรรยาทดีงาม จรรยาอาจารคือความประพฤติอันไม่ล่วงทางกายทุจริต ทางวาจา วจีทุจิตแต่เป็นกายสุจริต วจีสุจริต อีกนัยหนึ่ง อาจารหมายถึง ศีลสังวร เช่น พระภิกษุเลี้ยงชีพถูกต้อง ไม่เลี้ยงชีพด้วยการพูดเล่นพูดประจบเป็นต้น

อีกนัยหนึ่งอาจารหมายถึงการประพฤติอันสมควร เช่น ภิกษุ สำรวมกาย วาจา นุ่งห่ม เรียบร้อย กิริยาในการก้าวไปเรียบร้อย เคารพยำเกรงในสิกขาบท เป็นต้น

๑.๒. โคจร หมายถึงการเที่ยวไปในที่สมควร ไม่เที่ยวไปในที่ไม่สมควร ไม่เป็นที่ติเตือน ไม่คลุกคลีกับพระราชาและคฤหัสถ์ หรือสังสรรค์กับคฤหัสถ์ เช่น มีผู้หญิงแพศยา ไม่มีสิ่งเสพติดต่างๆ เช่นของมึนเมา เป็นต้น

โคจร มี ๓ อย่าง คือ

๑.๒.๑. อุปนิสัยโคจร คือ การเข้าไปอาศัยกัลยาณมิตรผู้มีคุณธรรมมีปัญญาแล้วทำให้ตัวเองเจริญในคุณธรรมและปัญญา เข้าใจถูกในหนทางดับกิเลส เป็นต้น ๑.๒.๒. อารักขโคจร คือ ภิกษุเป็นผู้สำรวมกาย วาจา เมื่อบิณฑบาต มีจักษุทอดลงต่ำ ไม่แลดูสิ่งไม่ควร ไม่วอกแวก เป็นต้น

๑.๒.๓. อุปนิพันธโคจร คือ สิ่งที่ผูกไว้เป็นที่เที่ยวไปของภิกษุคือสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งสามารถอบรมได้ในทุกสถานที่เพราะธรรมมีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน สติปัฏฐานจึงเป็นโคจรของภิกษุ

๒. อินทรีย์สังวรศีล คือ การสำรวม เว้นจากยึดถือนิมิต อันเป็นความผูกพันแห่งกิเลส  

อินทรีย์สังวรจึงเป็นการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ด้วย สติและปัญญาเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ขณะที่เห็น อกุศลไม่เกิดกุศลเกิด เพราะรู้ความจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ในสิ่งที่เห็น ขณะนั้น เป็นการสำรวมตาเป็นการสังวรทางตาขณะที่ได้ยินเสียง ก็รู้ความจริงว่า เสียงเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เราอกุศลไม่เกิด แต่กุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เกิดเป็น การสังวร สำรวมทางหู ทางทวารอื่น ๆ คือ จมูก ลิ้น กายและใจ

๓. อาชีวปาริสุทธิศีล หมายถึง การเลี้ยงชีพในทางที่ชอบธรรม สุจริต บริสุทธิ์เว้นจากการประพฤติ หลอกลวง

เว้นจากการประกอบอาชีพ การค้าขายสินค้าทั้ง ๕ ประเภท

๑. ขายอาวุธทุกชนิด เช่น มีด ดาบ ปืน ระเบิด กระสุนปืน เป็นต้น เพราะนำไปฆ่าคนหรือทำร้ายคนให้ทุกข์เวทนาได้ อาวุธย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียตามมาในภายหลัง ถึงไม่ได้ทำสงครามก็ยังมีการยิงกัน ฆ่ากัน โยมเราลองคิดดูว่า ใครทำอาชีพอะไรก็ล้วนต้องการความเจริญก้าวหน้า คนที่ค้าอาวุธก็เช่นกัน ถ้ามีสงคราม มีการก่อการร้าย อาวุธก็จะขายดี แสดงว่าจิตคนที่ค้าขายแบบนี้ไม่เป็นกุศล จนทำให้ตนเป็นบาป

๒. ขายยาพิษ คนดีดี ไม่มีใครใส่ยาพิษให้คนอื่นกิน เพราะกินแล้วตายหรือทุกข์ทรมาน เช่น ยาฆ่าแมลง หรือยาที่ทำร้ายชีวิตอื่น ที่มียาฆ่าแมลงเพราะปัจจุบันมนุษย์เอาความโลภมาบังหน้า อยากได้ผลผลิตมากๆ จึงต้องใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง แต่ตอนนี้คนให้ความสำคัญเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เป็นการเพาะปลูกแบบธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง ถึงราคาพืชผลจะแพงขึ้นมาหน่อย แต่ผู้บริโภคก็ยินดีซื้อ เพราะต้องการความปลอดภัยเป็นหลัก

๓. ขายสุรา ของมึนเมา รวมถึง ยาเสพติดทั้งหลาย เพราะทำให้คนเสพย์ทุกข์ทรมาน จนถึงตาย เช่น ยาบ้า กัญชา สุรา บุหรี่ เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าว่าเป็นอบายมุข เป็นปากทางแห่งความเสื่อม คนที่ติดยาเสพติด ทรัพย์ย่อมหมดไป ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นบ่อเกิดแห่งโรค เสียเกียรติ เสียชื่อเสียง ทำให้ไม่รู้อาย และบั่นทอนกำลังปัญญา

๔. ค้าขายมนุษย์ ค้าแรงงาน ค้าทาส แต่ปัจจุบันมักจะเห็นในรูปแบบค้าประเวณี ขายสตรีหรือเด็ก เป็นต้น

๕. ขายสัตว์เพื่อให้นำไปฆ่า รวมถึง การเลี้ยงสัตว์เพื่อฆ่า เช่น เลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อนำไปขายให้เขาฆ่าเป็นอาหาร เป็นต้น

การทำมาค้าขายทั้งห้าชนิดนี้ ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นการทำมาหากินที่ไม่ชอบธรรมเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ตลอดถึงเป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในสังคม

๔. ปัจจัยสันนิสิตศีล หมายถึง การพิจารณาก่อนจึงบริโภคและเภสัช คือ พิจารณาใช้สอยปัจจัยสี่ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ไม่บริโภคด้วยตัณหา

๔.๑. “จีวร” หมายรวมถึงผ้าทุกชิ้นที่ภิกษุใช้นุ่งและห่ม การใช้จีวรก็เพียงเพื่อบำบัดความหนาว อันจะเป็นเหตุให้เกิดอาพาธประการหนึ่ง เพื่อป้องกันแมลง และสัตว์ร้ายทำอันตรายประการหนึ่ง และเพื่อปกปิดอวัยวะที่น่าอายอีกประการหนึ่ง

๔.๒. “บิณฑบาต” หมายถึง “อาหาร” ของพระภิกษุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้พระภิกษุพิจารณาการบริโภคอาหารอย่างแยบคาย เพื่อละอุปนิสัยที่ไม่ดี และเพื่อป้องกันมิให้กิเลสเฟื่องฟูขึ้นในใจ

โดยตรัสแสดงไว้เป็น ๔ แนวทาง คือ

แนวทางที่ ๑  ต้องไม่บริโภคเพื่อจะเล่น

หมายความว่าไม่มุ่งการบริโภคให้มีเรี่ยวแรงไปเล่นคะนองเหมือนเด็กๆ และไม่มุ่งเอากำลังมากอย่างลูกผู้ชาย  ดังเช่นพวกนักมวย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ละอุปนิสัยแห่งโมหะ และโทสะ คือ ความงมงาย และความขึ้งเคียดเสีย

แนวทางที่ ๒ ต้องไม่บริโภคเพื่อจะมัวเมา

หรือติดในรสอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้ละอุปนิสัยแห่งโลภะหรือความติดใจในกามคุณเสียอันที่จริงจุดมุ่งหมายที่แยบคายของทั้ง ๒ แนวทางแรกนี้ ก็เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดขึ้นในตนนั่นเอง

แนวทางที่ ๓ การบริโภคนั้นไม่ต้องการจะประดับ

หมายความว่า ไม่มุ่งความอวบอัดอ้วนพีแห่งอวัยวะต่างๆ ดังเช่น หญิงแพศยาเป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อละอุปนิสัยแห่งความกำหนัดเสีย

แนวทางที่ ๔ การบริโภคนั้นไม่ต้องการจะตกแต่ง

หมายความว่า ไม่มุ่งจะให้ผิวงามดังเช่นตัวละครเป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อละอุปนิสัยกำหนัด ราคะ เช่นกัน  จะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายที่แยบคายของ ๒ แนวทางหลังนี้ ก็เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดขึ้นในตนรวมทั้งผู้อื่นด้วย

เมื่อตรัสสอนในเชิงให้ละและป้องกันกิเลสแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงสอนถึงวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องในการบริโภค กล่าวคือ ให้พิจารณาว่าพระภิกษุบริโภคอาหาร ก็เพื่อยังชีวิตให้ดำรงอยู่ได้ต่อไป และเพื่อระงับความหิว แล้วอาศัยกำลังกาย อันเกิดจากการบริโภคนั้น ศึกษาไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประพฤติพรหมจรรย์ได้โดยบริบูรณ์บริสุทธิ์ เพื่อความหลุดพ้นของตนเอง ในขณะเดียวกันก็สามารถทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวออกไป เพื่อจะได้เป็นที่พึงที่ระลึกของสัตว์โลกทั้งหลาย ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตากรุณาและสันติสุข

ส่วนการบริโภคที่เป็นโทษ นอกจากจะหมายถึงการบริโภคอาหารได้มาจากการแสวงหาโดยอาชีพไม่บริสุทธิ์ดังได้กล่าวไว้แล้ว ยังหมายรวมถึงการบริโภคสิ่งที่ไม่เป็นสัปปายะ คือไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายตามหลักโภชนาการ และการบริโภคมากเกินพอ  ซึ่งมีโทษมากมาย เช่น ทำให้เกิดความกระสัน ความอืดอาด ความง่วงเหงาหาวนอน อันเป็นเหตุแห่งความเกียจคร้าน เป็นต้น

๔.๓. “เสนาสนะ” ประกอบด้วย คำว่า “เสนะ” คือ ที่นอน กับ “อาสนะ” คือ ที่นั่งเมื่อรวมกันเป็น “เสนาสนะ” หมายถึง ที่อยู่อาศัย เช่น กุฏิ วิหารและเครื่องใช้เกี่ยวกับสถานที่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้กระทั่งโคนไม้ เมื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็เรียกว่า “เสนาสนะ”

วัตถุประสงค์โดยตรงของการใช้เสนาสนะ ก็เพียงเพื่อบำบัดความร้อน หนาว และเพื่อออยู่ตามลำพังอย่างสงบ นอกจากนี้ก็เพื่อบรรเทาอันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายอันเนื่องจากการเบียดเบียนของเหล่าสัตว์ร้ายต่าง ๆ และอันตรายอันจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเห็นรูป แล้วทำให้กิเลสกามเฟื่องฟูขึ้น  เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ในการใช้เสนาสนะแล้ว ยอมเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมุ่งการใช้เสนาสนะ  เพื่อเป็นที่นอนและที่นั่งอย่างแท้จริง ดังนั้นกุฏิของพระภิกษุ จึงไม่สมควรตกแต่งด้วยเครื่องเรือน หรือเครื่องประดับบ้านที่หรูหราฟุ้งเฟ้อ เพราะจะเอื้ออำนวยให้กิเลสกามของพระภิกษุเจ้าของเสนาสนะเฟื่องฟูขึ้นโดยเหตุนี้พระภิกษุเป็นจะต้องพิจารณาโดยแยบคายในการใช้สอยเสนาสนะ

๔.๔. “คิลาน” (คิ-ลา-นะ) แปลว่า “คนเจ็บ”   คำว่า “คิลานเภสัช” แปลว่า “ยารักษาโรค”  ซึ่งรวมถึง เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็ถือว่าเป็นคิลานเภสัชของพระภิกษุด้วย

วัตถุประสงค์ในการบริโภคคิลานเภสัช ก็เพื่อระงับอาพาธหรือโรคต่าง ๆ อันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกขเวทนาดังนั้นก่อนที่พระภิกษุจะบริโภคจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จนมั่นใจว่าเมื่อบริโภคแล้ว ทุกขเวทนาในตนจะถูกระงับอย่างแท้จริง

ในเรื่องของการบริโภคคิลานเภสัชนี้ มีสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันซึ่งมีการใช้ยาที่เป็นโทษแก่ร่างกายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาประเภทที่เรียกกันว่า “ยาเพิ่มพลังหรือยาขยัน” และ “ยาอายุวัฒนะ” นั้น ที่แท้คือยาที่ก่อให้เกิดทุกขเวทนา มิใช่ระงับทุกขเวทนา ฉะนั้น ก่อนจะบริโภค จึงต้องพิจารณาให้ดีว่าสิ่งนั้นเป็นคิลานเภสัชที่เหมาะกับตนหรือไม่

ปัจจัยสันนิสสิตศีลนี้ จึงมุ่งเน้นให้พระภิกษุบริโภคใช้สอยปัจจัยสอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยการให้พระภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย ถึงวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องของการบริโภคเสียก่อน แล้วจึงค่อยบริโภคใช้สอยปัจจัยนั้น ๆซึ่งจะเห็นได้ว่าพระภิกษุสามารถบำเพ็ญให้สำเร็จบริบูรณ์ได้ ก็ด้วยปัญญา

พระวิเชียร อติภทฺโท(โปธาติ๊บ) นักศึกษา ชั้นปี ๒   คณะศาสนาและปรัชญา เอกสาขาวิชาพุทธศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

พระมหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร  อาจารย์ประจำวิชา/ที่ปรึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *