ข่าวทั่วไป

ป่าช้า : สวนดอกไม้แห่งพระอรหันต์/นายนคร กรัชกายภาค/พุทธศาสตร์ ปีที่ ๒ มมร.วิทยาเขตล้านนา

ป่าช้า : สวนดอกไม้แห่งพระอรหันต์

การถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตรจัดอยู่ในข้อของธุดงค์วัตร ซึ่งธุดงค์วัตรมีทั้งหมด 13 ข้อ ธุดงค์ แปลว่า องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส หมายถึงข้อปฏิบัติประเภทวัตรพิเศษเพื่อใช้อุบายขัดเกลากิเลส  เป็นข้อปฏิบัติช่วยส่งเสริมความมักน้อย  สันโดษ  เป็นต้น มีทั้งหมดจำนวน 13 ข้อที่พระพุทธเจ้าอนุญาตไว้ให้แก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจสมาทานความเพียรเพื่อมุ่งขัดเกลาทางจิตเพื่อกำจัดกิเลส  โดยธุดงค์นี้เป็นเพียงวัตรหรือแนวทางการประพฤติที่ไม่ใช่ศีลของพระสงฆ์จึงเลือกปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและการปฏิบัติธุดงค์

        หัวข้อที่จะพูดถึงนี้เป็นหัวข้อที่จัดอยู่ในธุดงค์วัตร คือ โสสานิกังคะ  ละเว้นการอยู่ในสถานที่ไม่เปลี่ยว  สมาทานอยู่ป่าช้าหรือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร  โดยพระภิกษุที่ถือปฏิบัติอยู่อุกฤษฏ์จะอยู่ในป่าช้าที่ประกอบพร้อมด้วยลักษณะ3อย่างดังต่อไปนี้ คือ

 1.มีการเผาศพอยู่เป็นประจำ

2.มีซากศพนอนทอดร่างอยู่เป็นปกติ

3.มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญถึงบุคคลที่จากไปหรือเสียชีวิตไปแล้ว

สำหรับพระภิกษุที่ถือปฏิบัติอย่างกลางสามารถจะอยู่ป่าช้าที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้จากลักษณะทั้งสามอย่างดังกล่าว  ส่วนพระภิกษุที่ถือปฏิบัติอย่างเบาสามารถจะอยู่ในป่าช้าร้างซึ่งไม่ได้มีการเผาศพ ฝังศพหรือเอาศพมาทิ้งนานแล้วได้  ในคัมภีร์หมายถึงป่าช้าเผาศพ ซึ่งต้องเคยมีการเผาศพมาก่อนอย่างน้อยครั้งหนึ่ง  แต่ไม่ป่าช้าฝังผี  วัดป่ามักถือการไม่อยู่ป่าช้าใกล้ๆกับมนุษย์อยู่ในบริเวณใกล้ๆกับสถานที่ตนอยู่เพราะการอยู่ป่าช้าก็เพื่อการทดสอบจิตใจต่อการกลัวในความมืดและความเงียบ  โดยการอยู่ในที่เปลี่ยวป่าช้าห่างไกลผู้คนและหมายถึงป่าช้าทั้งที่ฝังและเผา

ประคองจิตวิธีดับความฟุ้งซ่าน

วิธีดับความฟุ้งซ่าน เมื่อฟุ้งซ่าน สมัยใดที่ควรข่มก็ควรข่ม สมัยใดที่ควรประคองก็ให้ประคอง สมัยใดที่ร่าเริงก็ให้ร่าเริงในธรรมในกุศล สมัยใดที่ควรวางเฉยก็ควรวางเฉย สมัยใดที่ยินดีในวิมุตติให้ยินดีในวิมุตติ สมัยใดยินดีในพระนิพพานก็ให้ยินดีในพระนิพพาน วิมุตติ คือ การหลุดพ้น คือ ยินดีในการกำหนดญาณ คือ ทวนญาณยินดีในมรรคในผล

                เมื่อความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมาควรใช้โพชฌงค์ปรับ จะอย่างไร ต้องใช้โพชฌงค์ข้อใดมาปฏิบัติ คือ ต้องใช้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เมื่อเวลาอุทธัจจะเกิดขึ้นให้ใช้โพชฌงค์ทั้ง 3 อย่างนี้

                คำว่า โพชฌงค์ นั้นแปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้ องค์แห่งการบรรลุธรรม เมื่อจิตเราฟุ้งซ่านเราต้องทำจิตใจให้มีความสงบ ความตั้งมั่น และความวางเฉย จิตของเราก็สงบ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเหมือนไฟกองใหญ่ลุกโพลงขึ้นมา เราต้องหาเครื่องปฏิปักษ์ต่อไฟนั้นเครื่องปฏิปักษ์ต่อไฟ คือ ใบไม้ที่ดิบ ๆ และก็ผ้าที่เปียกและน้ำนมเอามาดับไฟนั้น เปรียบดังเรา ถ้าเราฟุ้งซ่าน ถ้าเราเจริญสมถะอยู่ก็ให้พิจารณาอสุภ คือ พิจารณาถึงของโสโครกในตัวเราในคนอื่น ว่ามีแต่สิ่งโสโครก มีอาหารเก่า อาหารใหม่ อุจจาระ ป่าช้าของหนอนทั้งหลายเป็นต้น เมื่อเราพิจารณาแล้วจิตก็จะสงบ ถ้าเจริญวิปัสสนา เมื่อความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ก็ให้เรากำหนดความฟุ้งซ่านอันนั้น ยกความฟุ้งซ่านสู้อารมณ์ กำหนดฟุ้งหนอๆ ประคองจิตไว้ให้ดี

               สมัยใดที่จิตมีความร่าเริง ก็ให้มันร่าเริง ร่าเริงในธรรม ในกุศล เรานี้มีบุญได้เกิดมาในพระพุทธศาสนา ได้ทำทาน รักษาศีล ได้เจริญภาวนา ได้ปฏิบัติธรรม ได้บวช ได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ สมัยใดควรวางเฉย ก็วางเฉย ไม่ต้องไปยินดียินร้ายกับเรื่องราวต่างๆ สมัยใดที่ความยินดีในพระนิพพาน ก็ยินดีในพระนิพพาน พระนิพพานนั้นเป็นแดนอันเกษมพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า “นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา” พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันยอดยิ่ง ให้มีความยินดีในพระนิพพาน อย่าให้มีความเบื่อหน่าย พยายามปลุกปลอบใจตนเองในนิพพาน ให้พอใจความพ้นทุกข์.

วัตถุประสงค์ของการถือธุดงค์วัตรข้อนี้นั้นก็เป็นไปเพื่อ

1. จะได้เจริญมรณุสสติหรือการระลึกถึงความตายอยู่เนื่องนิตย์  ซึ่งก็จะทำให้เราคลายจากความยึดมั่นถือมั่นและดังเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท พร้อมทั้งตั้งใจสั่งสมบุญสร้างบารมีให้เต็มที่เต็มกำลังยิ่งๆขึ้นไป

2.เพื่อขจัดกามราคะหรือความกำหนัดยินดีในกาม  กามราคะ หมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเรียกว่ากามคุณ จนหลงใหลไม่ปล่อยวางง่าย และหมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในกามคุณเช่นนั้นด้วยอำนาจกิเลสกาม มีกิเลสกามเป็นเหตุให้ทำ นำให้มีความยินดีเพลิดเพลิน เช่น ยินดีเพลิดเพลินในรูปและเสียงด้วยความอยาก

3.ฝึกให้เราเป็นผู้มีใจมั่งคง  ไม่หวาดหวั่นและปราศจากความสะดุ้งกลัว

4.ฝึกให้เราเป็นมีความมักน้อย  ปรารถนาน้อย  มีความสันโดษ เป็นต้น.

หากจะกล่าวโดยสรุปว่าประโยชน์ของการถืออยู่ป่าช้าเป็นประจำนั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง สั้น ๆ ก็คือ

1. ทำให้เราได้อยู่กับกับเป็นจริงมากขึ้น เช่น ถ้าตายไปก็เหลือแค่ขี้เถ้า  จากที่เรามีเสื้อผ้า หน้าตา  เส้นผมหรืออื่นๆทุกอย่างก็ไหม้ไปหมดเหลือแต่ขี้เถ้า

2.  ทำให้จิตเดิมของเราฟุ้งซ่าง  ขี้กลัว ก็จะทำให้จิตของเรานั้นแข็งแกร่งขึ้น  จิตนิ่งขึ้นและไม่กลัว

3. ทำให้รู้ว่าตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ต่อให้เรามีเงินทองมากขนาดไหนก็ตาม

4. ทำให้จิตใจโน้มไปในความเป็นคนมักน้อย  สันโดษ ไม่ต้องการอะไรเลย

๕. ทำให้สามารถลด “อัตตา” ความรู้สึกความมีตัวตนที่หนาแน่น ให้ ความมีตัวตนน้อยลงไปและเห็นประโยชน์ของร่างกายในฐานะเป็น “อุปกรณ์”ในการบำเพ็ญประโยชน์ และเป็นเครื่องมือในการฝึกจิตด้วย

พระอาจารย์มหาปุณณ์สมบัติ   ปภากโร/อาจารย์ที่ปรึกษา

นายนคร กรัชกายภาค  พุทธศาสตร์ปีที่๒

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *