ข่าวทั่วไป ข่าวสาร งานบุญ ธรรมดิจิทัล ธรรมวิจัย บทความ บทธรรม บุญสร้างวัด

การนั่งเป็นวัตร อันเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามที่พึงควรปฏิบัติในพระศาสนา / พระเฉลิมเกียรติ กาลันสีมา พุทธศาสตรปี 2 มมร วิทยาเขตล้านนา

        คำว่าวัตรนั้นหมายถึงกิจอันพึงกระทำ เช่น การทำวัตรเช้า- เย็น หรือ ธรรมเนียมปฏิบัติ เช่น ศีลลาจารวัตรหรือความประพฤติ ปฏิบัติ เช่น การจำศีล ธุดงค์วัตรเป็นต้น ส่วนการถือนั่งเป็นวัตรคือการ จะงดเว้น อิริยาบถ นอนจะอยู่ใน 3 อิริยาบถ คือ ยืน,เดิน,นั่ง จะไม่เอนตัวลงนอนให้หลังแตะกับพื้น แต่ถ้าง่วงมากๆ อนุโลมให้นั่งหลับได้เท่านั้น เพื่อไม่ให้จิตใจเพลิดเพลินกับการนอนจนเกิดอาการขี้เกียจ ,เกียจ คร้านด้วยการนอนเป็นสาเหตุ

         การนั่งเป็นวัตรคือธุดงค์วัตร ลำดับ ข้อที่ 13 หรือ เนสัสชิกังคะ ในภาษาบาลี และเป็นวัตร แห่งการถือปฏิบัติการนั่งเป็นวัตร การนั่งเป็นวัตรนี้เป็นวัตรที่มีผู้ปฏิบัติมากพอสมควรเพราะเป็นวัตรที่ง่ายต่อผู้ที่จะ ปฏิบัติคือจะใช้อยู่ท่าเดียวคือการนั่งเพื่อทำสมาธิ  แต่จะค่อนข้างยากสำหรับผู้ใหม่ต่อการฝึกฝน และการนั่งนี้ จะไม่มีการนอนหรือเอนกายให้หลังแตะกับพื้นหรือไม่ให้หลังสัมผัสพื้นนั่นเอง แต่ถ้าว่าง่วงมากๆสามารถอนุโลมให้นั่งหลับได้ โดยไม่ผิดจากวัตร การทำเช่นนี้ย่อมเป็นทั้งการฝึกความอดทน,อดกลั้น ซึงเป็นการฝึกฝนตนเองอีกวิธีหนึ่งเพื่อให้จิตใจมีความ เข้มแข็งอดทน ต่อความลำบากได้ดี ไม่เกียจคร้านจนเพลิดเพลินกับการนอน ทำให้จิตใจไม่หลงกับความสุข คือการนอน และเสพสุข  จนลืมความทุกข์ ซึงเป็นการฝึกฝนจิตใจของตนเอง

        และให้ทนได้ซึงความทุกความสุข และถึงพร้อมกับสถานการต่างๆที่ไม่คาดคิด และ ไม่อาจรับรู้ได้ในโอกาสข้างหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเป็นการฝึกฝนจิตใจตนเองให้มีความถึงพร้อมและรับได้กับสถานการที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะร้ายหรือดีนั่นเอง การนั่งเป็นวัตรนี้ ครูบาอาจารย์หลายท่านสามารถฝึกฝนจน ต่อยอด ไปถึงขั้นชาญต่างๆได้ และเป็นที่ยอมรับของผู้พบประสพเห็นเป็นอย่างมากวัตรแห่งการนั่งนี้เป็นเพียงหนึ่งใน 13 วัตรเท่านั่นเองที่ท่านทั้งหลายสามารถปฏิบัติได้และทำให้จิตใจของผู้ ปฏิบัตินั้นสามารถ โอนอ่อนกับสมาธิ ได้ด้วยการตั้งใจการทำสมาธิจากการนั่งเป็นวัตรนี้เป็นหลักความจริงที่ถือปฏิบัติได้

        แต่ตัวเราเองจะมีความอดทนได้เท่าไหร่ มาก หรือ น้อยเท่าไหร่ เหมืนดั่งคำสอนที่ องค์พระศาสดาได้ตรัส สอนไว้ว่าทุกสิ่งทุกย่างย่อม เหมือนธรรมอันรู้ได้เฉพาะตัวนั่นเอง คือ ผู้ทำการฝึกฝนย่อมรู้ได้และปฏิบัติได้ด้วยตนเองว่าท่านนั้นสามารถทำได้เท่าไหร่แล้วสำเร็จไปถึงชั้นไหน และเมื่อฝึกฝนจน เกิดความเคยชินแล้วการนั่งเป็นวัตรย่อมสามรถทำได้ ง่าย และส่งผลให้กับตัวของผู้ ประพฤติ ปฏิบัติ ให้เกิดมีจิตใจที่อ่อนโยน มีสมาธิ สามารถที่จะควบคุมทั้งตนเองและจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านได้ และส่วนมากย่อมมีวัตถุประสงค์ในการทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาธิการดำเนินงานที่คล่องแคล่วแต่สิ่งที่ท่านจะได้จากการนั่ง ที่ทำจนเป็นวัตร

   สิ่งแรกก็คือ กำจัดความห่วงกังวลในเรื่องอาวาส เคหาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้เราสามารถ เดินทางไปไหนได้อย่าง สะดวก สบาย โดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย

   สิ่งที่ สอง ก็คือเพื่อขจัดความ ง่วง หงาว หาวนอน ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่เราปฏิบัติ และ เป็นการทำจิตใจให้ลืมเสียซึ่งความสุขสบาย อันก่อเกิดแห่งความเกียจคร้าน

   สิ่งสุดท้ายที่จะได้รับก็ คือ ฝึกให้เราเป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ และ มีความมักน้อย ไม่จับกลุ่มนินทาว่าร้ายใคร และ รักสันโดษ นั่นเอง

          สำหรับการสมาทานและถือ ธุดงควัตร ของพระภิกษุทั้ง 13 ข้อนี้ หรือ ข้อใดข้อหนึ่งนั้น จะไม่จำกัดด้วยระยะเวลา  คือสามารถที่จะ สมาทานและถือธุดงค์ กี่วันก็ได้ ดังนั้น พระภิกษุจึงสามารถสมาทานธุดงค์ได้อย่างเต็มที่เท่าที่ตัวเองปรารถนา ซึ่งก็มีพระภิกษุบางรูปที่ตั้งใจสมาทานและถือเป็นวัตรปฏิบัติตลอดชีวิต ซึ่งการถือวัตรปฏิบัติอย่างนี้ พระภิกษุในสมัยพุทธกาลจะนิยมถือปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก  อีกทั้งพระภิกษุแต่ละรูปก็ล้วนถือปฏิบัติธุดงค์กันได้อย่างดีเยี่ยมยกตัวอย่างเช่น พระจักขุบาลเถระ ผู้ถือธุดงค์ทางด้านเนสัชชิกังคะ คืออยู่แต่ในอิริยาบถ 3 อย่างเท่านั้น ได้แก่,ยืน,เดิน,นั่ง และจะไม่นอนนั่นเอง หรือ พระมหากัสสปเถระผู้เป็นเลิศทางด้านการถือธุดงควัตรเป็นต้น

              ส่วนว่า การทำสมาธิด้วยการนั่งเป็นวัตรนับว่าเป็นวัตร ที่ว่าด้วยการปฏิบัติ ที่ถือว่าไม่ยาก และก็ ไม่ง่ายเพราะการกระทำต่างๆที่ทำจนเป็นวัตรหรือทำจนเป็นนิสัยนั้นเป็นสิ่งที่ยากในเวลาแรกเริ่ม แต่ว่าหากเราทำได้จนเป็นนิสัย และเกิดความเคยชินแล้วมันจะไม่เป็นการยากสำหรับผู้ถือ ปฏิบัติจนมีความเข้าใจ และ มีความชำนาญนั่นจะสามารถทำได้ง่าย และเข้าใจว่า ณ ตอนนี้นั้นท่านทำอะไรอยู่ และ ท่านได้อะไรบ้างกับสิ่งที่ท่านกำลังทำ และท่านสามารถรับรู้ได้

     ว่าสิ่งที่ท่านทำจิตใจของท่านยินดี กับมันแล้ว หรือยัง นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรมอันเป็น ธรรมอันรู้ได้เฉพาะตัว เหมือนที่ พระพุทธองค์ท่านได้เคยตร้สสอนไว้นั่นเอง

พระอาจารย์ พระมหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร / อาจารย์ที่ปรึกษา

พระเฉลิมเกียรติ กาลันสีมา พุทธศาสตร ปี 2

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *