ข่าวทั่วไป

ศิลปะในการเข้าใจชีวิต/พระมหามิตรชาย กตปุญโญ

ความชรา คือความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่ถึงความเสื่อมแห่งอายุทั้งนั้น ไม่ว่าจะทั้งสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต อยู่ที่ว่าจะเร็ว หรือช้า ต่างกันเท่านั้น เมื่อมีความชรา ความแตกดับอายุ ของอินทรีย์ คือมรณะความตาย ย่อมมีตามมา เหมือนภาชนะดินทุกชนิด ที่ช่างหม้อปั้นแล้วในที่สุดก็ต้องแตกไป

มนุษย์เราเห็นแต่สิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น ไม่รู้ว่าความแก่และความตายนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว ชราและมรณะติดตัวเรามาตั้งแต่เริ่มต้นเกิด ซึ่งคนทั่วไปมองเห็นได้ยาก หากพิจารณาลึกลงไปก็จะเห็นถึงความชราและความตาย ในขณะที่เรานั่งสบายๆอยู่นี้ ความตายก็เข้ามาถึงทุกขณะ ทุกวินาที ซึ่งมองไม่เห็น แต่หากเทียบเป็นวิทยาศาสตร์ ทุกวินาทีเซลล์ในร่างกายของเราหลายล้านเซลล์ตายไป และเกิดใหม่เรื่อยๆ ตายๆและเกิดใหม่วนซ้ำไปซ้ำมา อย่างต่อเนื่องจนกว่าเซลล์ในร่างกายจะเสื่อมลงจนผลิตเซลล์ใหม่ช้าลง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่นผิวหนังเหี่ยวย่น ไม่เต่งตึง ผมหงอก ใบหน้ามีริ้วรอย เป็นต้น

เราประมาทในการใช้ชีวิต ไม่รู้จักคุณค่าของการใช้ชีวิต คุณค่าของเวลาที่เสียไป  ทุกคนจะต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ว่าจะจากไปอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตของเรานี่เอง  แล้วจะดำเนินไปทางไหน ระหว่างทางที่ถูก กับ ทางที่ผิด กาลเวลาล่วงไป วันคืนผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอน ๆ ความตายไม่เคยบอกล่วงหน้าเลยว่าจะเป็นเมื่อใด และที่น่ากลัวคือตายแล้วจะไปไหน แต่ที่รู้แน่ๆคือสักวันหนึ่งเราต้องตายแน่ทุกคนหนีความแก่ และความตายไม่พ้น

เมื่อรู้ว่าเรามีความแก่และความตายไม่พ้น ก็ควรหันมามองว่าชีวิตนี้เรามีอะไร เราทำอะไร หรืออยู่เพื่อความสนุกสนานเล็กๆน้อยๆไปวันๆ ทำอย่างไรชีวิตนี้จึงจะมีคุณค่า ร่างกายของสัตว์ย่อมร่วงโรยไป เสื่อมไป  แต่ความดีที่ได้กระทำย่อมไม่เสื่อมสลาย

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในชรามรณสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า

ราชรถอันวิจิตรย่อมชำรุด

แม้สรีระก็ย่อมเข้าถึงชรา

แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษ หาเข้าถึงชราไม่

สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นจึงรู้กันได้

ทรงหมายถึง สิ่งมีชีวิต หรือสิ่งไม่มีชีวิต แม้จะวิจิตรงดงามเพียงใด สักวันหนึ่งก็ย่อมเข้าถึงความเสื่อมสลายไป มีแต่เพียงความดีที่กระทำเท่านั้นที่จะคงอยู่

ในเมื่อเราเกิดมาพร้อมกับความแก่และความตาย ฉะนั้นเมื่อความแก่ และความตาย ใกล้เข้ามาถึงในทุกขณะ ชีวิตในปัจจุบันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตนี้มีความหมาย ไม่เสียประโยชน์ที่ได้เกิดมา มนุษย์เรานั้นชอบเก็บเอาทุกอย่างมาไว้ใส่ตัว ไม่ว่าจะเป็นทั้งอารมณ์ของตัวเรา หรือของคนอื่น  นานๆเข้าก็มากขึ้น มากขึ้น จนกองทับถม มีทั้งเรื่องดีบ้าง ชั่วบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ปะปนกันไป มาคิดดูดีๆเราไม่รู้ว่า เราทุกข์เพราะอะไร เราสุขเพราะอะไร เราทุกข์เพราะว่าไปเอาของที่เก็บไว้มาดู แต่ไม่ได้ดูด้วยปัญญาจึงเกิดความเดือดร้อน บางคนมีอายุมากแล้ว ก็ยังเก็บเอาเรื่องเก่า ความหลังที่ทำให้เศร้าเสียใจ มาคิดให้มันเป็นทุกข์ ในทางตรงกันข้าม หากเอาเรื่องที่เศร้าเสียใจมาคิดพิจารณาด้วยปัญญาให้ถี่ถ้วน ก็จะละความเศร้าเสียใจได้ และเกิดความสุขในภายหลัง ความสุขและความทุกข์มีเพียงเส้นแบ่งคือปัญญาเท่านั้นเอง แล้วแต่ว่าเราจะใช้ปัญญาหรือไม่

ชีวิตนี้สั้นนัก บางคนรู้ว่าตนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ก็กระวนกระวายใจ รีบเร่งหายาต่างๆมารักษา แสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่ออ้อนวอนขอชีวิต เพราะกลัวความตาย แม้ว่าจะเป็นคนแข็งแรงแต่บางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุตายโดยกระทันหัน ชีวิตจึงสิ่งที่ไม่แน่นอน แม้ว่ามนุษย์จะมีอายุเฉลี่ย ถึง 80 ปี แต่ว่าจะมีประโยชน์อะไรเล่าหากไม่ทำความดี เป็นประโยชน์ให้แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น พระพุทธองค์ตรัสว่า ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่สัก 100 ปีแต่ไม่ทำความดี  ก็สู้คนที่อยู่แม้เพียงวันเดียวแต่ทำความดี ไม่ได้

เพราะฉะนั้น ความดีจึงเป็นที่สุดแห่งชีวิต แม้ว่าความชรามีอยู่ และมรณะจะมาถึง ความดีที่ทำก็จะคงอยู่ต่อไปแม้ร่างกายจะจากโลกไปแล้ว เพราะเรานั้นมีความชราและมรณะก็ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว

พระอาจารย์มหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร ป.ธ ๗/อาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ประจำวิชา พระสูตรศึกษา 2

พระมหามิตรชาย กตปุญโญ

 

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *