ธรรมดิจิทัล บทความ บทธรรม พุทธดิจิตอล

พระคัมภีร์มีค่ามากกว่าที่คิด/พระวิเชียร อติภทฺโท พุทธศาสตร์ปี ๒ มมร.ล้านนา

 

            ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มีเรื่องราวทางคัมภีร์ คือ พระไตรปิฎก ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด เหตุการณ์ สถานการณ์ที่ทำให้เกิดคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ว่านี้ การสรุปรวบยอดและการสืบสาน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนกระทั่งปัจจุบัน และแน่นอนที่สุด ก็คือ การเกิดขึ้นของคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นมีประวัติศาสตร์ แหล่งที่เกิด เหตุการณ์ บุคคล อย่างแจ่มชัด

            ที่จริงแล้ว เหตุการณ์ความไม่มั่นใจของพระเถระกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นและได้ปรารภกันบ้างแล้วว่า ภายหลังการปรินิพพาน หรือที่ภาษาชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ตาย ของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาจะอยู่ จะดำรงในสถานอย่างไร มีอะไรเป็นหลักที่แสดงให้เห็นว่า มุมมอง คติกับเรื่องนั้น เช่น เรื่องการเวียนว่าย ตาย เกิด เรื่องปฏิบัติตนต่อสิ่งนั้น ๆ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เป็นต้น

            ดังจะเห็นได้ว่า คราวหนึ่ง มีเถระกลุ่มหนึ่งทูลถามว่า ภายหลังพระองค์ปรินิพพานแล้ว ชาวพุทธจะมีอะไรเป็นเครื่องระลึกยึดเหนี่ยวจิตใจ (ในยุคนั้นไม่มีพระพุทธรูป ไม่เครื่อง) พระองค์ตรัสว่า ให้ชาวพุทธระลึกถึงเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ ประการแรก คือ ให้ระลึกถึงต้นมหาโพธิ อันเป็นที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (ต้นไม้นี้เดิม ชื่อต้นอัสสัตถะ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ภายใต้ต้นไม้นี้ จึงได้ชื่อใหม่ว่า โพธิ) ดังนั้น จึงให้ชาวพุทธระลึกถึงในสถานะของการเปลี่ยนภายในจิตใจ กลายเป็นสัมมาทิฏฐิคือความเห็นที่ถูกต้อง อีกประการหนึ่งให้ระลึกต้นมหาโพธิในฐานะเป็นต้นไม้ที่มีคุณูปการทำให้พระองค์ได้ทรงนั่งเป็นเวลา นาน เพื่อเอาชนะกิเลสภายในจิตใจ และเป็นครูของโลก (มนุษย์ ทั้งเทวดา มาร พรหม)ในเวลาต่อมา กล่าวกันว่า ต้นโพธินั้นมีใบดกหนา ห้อยลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อใบกระทบกับแรงลม อาศัยใบหนาลมที่กระทบก็จะไหลลงมากระทบคนที่อาศัยอยู่เบื้องล่าง ดังนั้น แม้อากาศในหน้าร้อนจะอบอ้าวเพียงใด คนที่อยู่ภายใต้ร่มนั้น ก็จะเย็นสบายไม่ร้อนจนเกินไป ประการที่สอง ให้ระลึกถึงกงล้อแห่งธรรมจักรและสัญลักษณ์กวางหมอบ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า พระองค์ทรงให้ระลึกถึง การแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ปฐมเทศนาการแสดงธรรมครั้งแรก แก่กลุ่มลูกศิษย์ชุดแรก เป็นการประกาศจุดยืนทางพระพุทธศาสนา ว่า ศาสนาขององค์ว่า แตกต่างจากลัทธิ ศาสนาอื่นอย่างไร เช่นในตอนต้น พระองค์ประกาศว่า แนวทางประพฤติสุดโต่ง ๒ ทางคือ บำรุงบำเรอตนเองด้วยความสุข และ ทรมานฝึกร่างกายให้ได้รับความทุกข์ ทั้งสองอย่างเป็นเพียงการบำรุงและทรมานร่างกาย หาใช่กระทบต่อจิตไม่ เพราะสิ่งที่จะทำให้เกิดสุขหรือทุกอยู่ที่ “จิต” เป็นสำคัญ วงจรของทุกข์และการแก้ทุกข์ทั้งหมดจะต้องรู้ต้นสาย ปลายเหตุ และการปฏิบัติอย่างไรจึงจะปลดเปลื้องทุกข์ได้ คือ วงจรแห่งอริยสัจ ๔ ประการ (กล่าวได้ว่า ปฐมเทศนาคือ การประกาศจุดยืนความเป็นพระพุทธศาสนา ข้อเท็จจริงของมนุษย์ จิต ทุกข์ของคนเกิดมาจากไหน ภพภูมิต่าง ๆ) ดังนั้น ธงตราธรรมจักร หรือ กงล้อแห่งธรรมจักรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน

              ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระเถระกลุ่มนั้นว่าให้ชาวพุทธระลึกถึงเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วจะอย่างไรก็แล้วดูเหมือนว่าเหตุการณ์ตอนปลายพุทธสมัยซึ่งมีร่องรอยความ ไม่เรียบร้อยและเหตุการณ์สร้างความไม่สบายใจแก่พระผู้ใหญ่เป็นต้นทุนอยู่แล้วก็ถึงคราวแตกหักภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปเพียง ๗ วัน มีภิกษุบางรูปพูดจากล่าวเสียเทเสีย ในตัวพระพุทธเจ้า จึงเกิดความคิดว่านี่เพียง ๗ วันเท่านั้น เหตุการณ์ก็ยังขนาดนี้ แล้วในอนาคตพระพุทธศาสนาจะมั่นคง และดำรงอยู่ได้อย่างไร เมื่อเกิดอธิกรณ์จะมีอะไรเป็นเหตุอ้างที่แน่ชัด จะปฏิบัติเหมือนกัน และสามารถระงับอธิกรณ์ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระเถระเหล่านั้นดำริในการรวบรวมเหตุการณ์  ข้อมูล ประวัติศาสตร์ หลักธรรม และข้อปฏิบัติเป็นต้น ซึ่งเราจะคุ้นเคยในคำว่า “สังคายนา” นั่นเอง และจากการสังคายนาในคราวนั้นทำให้ชาวพุทธเรา มีคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “พระไตรปิฎก” ซึ่งประกอบไปด้วย พระสูตร  พระวินัย และ พระอภิธรรม ทั้งสามหมวดนี้ได้บรรจุ ร้อยเรียงเรื่องราวประวัติศาสตร์ หลักธรรม เป้าหมายของพระพุทธศาสนาอย่างแจ่มชัด รวมทั้งสิ้น ๘๔๐๐๐ เรื่อง

  • ในเวลาต่อมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งในวัตถุประสงค์ เป้าหมายของพุทธพจน์นั้น ก็จึงเกิดคัมภีร์ระดับรองที่ชาวพุทธเราเรียกว่า อรรถกถา ฏีกา อนุฏีกา
  • ชึ่งเรียงลำดับตามชั้น คือ
  • พระไตรปิฎก เป็นหลักฐานขั้น ๑ เรียกว่า บาลี
  • คำอธิบายพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานขั้น ๒ เรียกว่า อรรถกถา
  • คำอธิบายอรรกถา เป็นหลักชั้น ๓ เรียกว่า  ฎีกา
  • คำอธิบายฎีกา เป็นหลักฐานชั้น ๔ เรียกว่า  อนุฎีกา
  • คัมภีร์อื่น ๆ นอกจากนี้ เช่น โยชนา ปกรณ์วิเสส  เรียกว่า ตัพพินิมุตต์

             พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญในการตัดสินความถูกต้องของพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักพิจารณาว่าถ้าความใดตรงกับพระไตรปิฎกก็เชื่อถือได้และถ้าความใดไม่ตรงหรือขัดแย้งกับพระไตรปิฎกก็ถือได้ว่าความนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์ อรรถกถา   เป็นคัมภีร์ที่แต่งโดยพระอรรถกถาจารย์ ซึ่งมีอยู่หลายท่าน เป็นคัมภีร์ที่อธิบายความหรืออธิบายคำที่ยากในพระบาลี ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยได้ยกคำศัพท์มาอธิบายเป็นศัพท์ ๆ บ้าง ยกข้อความหรือประโยคยาว ๆ มาขยายความให้ชัดเจนบ้าง และอาจแสดงทัศนะและข้อวินิจฉัยของผู้แต่งแทรกไว้ด้วยนับเป็นคัมภีร์ที่เป็นคุณูปการแก่ชนรุ่นหลังที่ศึกษาพระไตรปิฎกเป็นอย่างมาก

             โดยความเป็นมาของคัมภีร์อรรถกถาในเชิงประวัติศาสตร์ แบ่งได้เป็น ๒ มติ คือ มติแรกเห็นว่าอรรถกถามีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มติหลังเห็นว่าอรรถกถาเริ่มมีในการสังคายนาครั้งที่ ๓   อย่างไรก็ตาม  คัมภีร์อรรถกถาภาษาบาลีดั้งเดิมได้สูญหายจากประเทศอินเดีย  เหลือเพียงคัมภีร์อรรถกถาภาษาสิงหลซึ่งพระมหินทะเถระได้นำอรรถกถาในภาษาบาลีมาเผยแพร่ในเกาะลังกาตั้งแต่สมัยพระ เจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. ๒๓๖)

               ฎีกาคือคัมภีร์ที่แต่งเพื่ออธิบายความในคัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์ชั้นฎีกาจัดเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญรองลงมาจากคัมภีร์อรรถกถาที่ขยายความในพระไตรปิฎก   แต่วัตถุประสงค์ในการแต่งฎีกานั้นก็เพื่ออธิบายเนื้อความในอรรถกถาหรือฎีกาด้วยกันเอง ซึ่งคัมภีร์ฎีกามีผู้แต่งเป็นจำนวนมากและมีหลายคัมภีร์ส่วนใหญ่ชื่อคัมภีร์นั้นจะมีคำว่าฎีกาและตามด้วยชื่อคัมภีร์อรรถกถาที่อธิบาย ความ ส่วนมากจะมีคำ ทีปนี โชติกา ปกาสินี หรือ คัณฐิ ลงท้าย ซึ่งคำลงท้ายเหล่านั้นรวมแปลว่าให้ความกระจ่าง (อธิบายความในอรรถกถาให้กระจ่าง)

               อนุฎีกาคือคัมภีร์ที่แต่งเพื่ออธิบายความในคัมภีร์ฎีกาอีกทีหนึ่งและมีเพียงคัมภีร์อนุฎีกาที่อธิบายอภิธรรมมูลฎีกาเท่านั้นที่นิยม  ส่วนอนุฎีกานอกจากนี้ไม่ปรากฏแพร่หลาย โดยคัมภีร์อนุฎีกานั้นได้ แต่งขึ้นในยุคภายหลังคัมภีร์ฎีกา

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *